Top
ทำเว็บไซต์

เทคนิคการเลือก Hosting สำหรับทำเว็บไซต์

เว็บโฮสติ้ง คือ บริการให้เช่าพื้นที่ รับฝากเว็บไซต์บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติแล้วการที่จะมีเว็บไซต์ได้ นั้น จะต้องมีระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง อย่างไรก็ตามการที่ทุกเว็บไซต์ต้องติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่สูงมากและต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบตลอด เวลา การใช้งานแบบนี้จะเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ และธุรกิจที่มีงบประมาณมาก การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กแล้ว การมีเว็บไซต์ในลักษณะนี้จะถือว่าเป็นการลงทุนที่สูงเกินไปทำให้มีผู้ให้ บริการเว็บโฮสติ้งเข้ามาสนับสนุนระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้กับผู้ที่ต้องการทำเว็บไซต์ โดยผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งหรือ Hosting Service Provider จะให้บริการรับฝากเว็บไซต์ให้กับองค์กรขนาดกลางและเล็กพร้อมทั้งให้บริการ ดูแลด้านระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้กับเว็บไซต์ที่มาใช้บริการ เพื่อให้สามารถออนไลน์ได้ตลอดเวลา ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งจะคิดค่าบริการจากค่าเช่าพื้นที่
ราคาของเว็บโฮสติ้งขึ้น อยู่กับขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ในการทำเว็บไซต์ต้อง พิจารณากำหนดขนาดพื้นที่เว็บไซต์ของตนว่าควรมีขนาด เท่าใดและควรมองไปถึงโอกาสการขยายพื้นที่ในอนาคต การคำนวณขนาดพื้นที่เว็บไซต์ที่ต้องการใช้การประมาณจาก จำนวนหน้าของเว็บไซต์ที่ต้องการ เช่นต้องการ 50 หน้า และประมาณการว่าแต่ละหน้าประกอบด้วยเนื้อหาและรูปภาพจำนวนเท่าไร ตามปกติเนื้อหาจะใช้พื้นที่ไม่มากแต่รูปภาพจะใช้พื้นที่มาก หากต้องการมีรูปภาพแต่ละหน้า 10 รูป รวมทั้งเว็บไซต์มี 500 รูป แต่ละรูปให้มีขนาดภาพไม่เกิน 100KB (เพียงพอสำหรับการทำเว็บไซต์ให้สวยงาม และแสดงผลได้เร็ว) จึงใช้พื้นที่รวม 50MB เมื่อเผื่อพื้นที่สำหรับเนื้อหาและการขยายในอนาคตอีก 1 เท่า จึงประมาณการพื้นที่รวม 100MB เป็นต้น

ปริมาณข้อมูลที่รับ – ส่ง หรือ Bandwidth หมาย ถึงข้อมูลการรับ – ส่ง ระหว่างผู้เข้าทำเว็บไซต์ ซึ่งตามปรกติแล้ว ปริมาณข้อมูล Bandwidth จะไม่แน่นอน ดังนั้นจึงควรเลือกผู้ให้บริการที่ไม่จำกัด Bandwidth แต่ราคาจะสูงกว่ารายที่จำกัด Bandwidth พิจารณาจาก Application ต่างๆ ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งบางราย มีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ Application บนเว็บไซต์ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่า Applicationที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการนำมาพัฒนาเว็บไซต์นั้น สามารถใช้ได้กับเว็บโฮสติ้งรายใดบ้าง พิจารณาความเร็วในการรับ – ส่งข้อมูล เว็บโฮสติ้งที่ดีจะต้องสามารถรับ – ส่ง ข้อมูลได้รวดเร็ว และรองรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั้งใน และต่างประเทศได้ พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งที่มีคุณภาพจะคอยดูแลเว็บไซต์ที่อยู่บนเว็บโฮ สติ้งนั้นให้มีจำนวนที่เหมาะสม และผู้ใช้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ด้วยความรวดเร็ว

ระบบสำรองข้อมูล เว็บโฮสติ้งที่ ดีจะต้องมีระบบสำรองข้อมูล เพื่อป้องกันกรณีฉุกเฉิน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายของข้อมูลในเว็บไซต์ การสำรองข้อมูลตามปรกติจะพิจารณาจากความถี่ในการเก็บข้อมูล และรูปแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สำรองข้อมูลทุกวันแบบครบทุกข้อมูลหรือสำรองข้อมูลทุกวันในบางข้อมูล หรือ สำรองข้อมูลทุกเดือนในบางข้อมูล เป็นต้น

โดเมนเนม ปรกติแล้วการให้บริการเว็บโฮสติ้ง มักคิดค่าให้บริการโดเมนเนมรวมไปด้วย จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะนำมาพิจารณาเปรียบเทียบเพราะหากไม่รวมค่าบริการ โดเมนเนม ผู้ใช้บริการทำเว็บไซต์จะต้องเสียค่าบริการโดเมนเนมเพิ่ม

ระบบอีเมลเว็บไซต์ ตามปรกติแล้ว เจ้าของที่ทำเว็บไซต์จะสร้าง หรือไม่สร้างอีเมลของระบบเว็บไซต์ก็ได้ แต่การมีทีมีอีเมลของระบบเว็บไซต์ตนเองย่อมสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า การใช้ฟรีอีเมล ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ชื่อ abc.com หากเจ้าของเว็บไซต์สร้างระบบอีเมลของตนเองก็สามารถใช้ชื่อ email เป็น info@abc.com หรือ sale@abc.com ฯลฯ ตามความต้องการของเจ้าของเว็บไซต์สำเร็จรูป ราคาของ hosting ขึ้นกับจำนวน email account ที่ต้องการและพื้นที่รวมของ email account ทั้งหมด

ปัจจัยต่างๆ ข้างต้น เป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรจะพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการเว็บโฮสติ้งกับผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งรายใด นอกจากนั้น จะต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการว่าจะสามารถดูแลระบบได้อย่างดี หรือไม่เนื่องจากมีผู้ให้บริการรายใหม่ๆ ที่ไม่ได้ทำธุรกิจอย่างจริงจังเข้ามาในตลาดจำนวนมาก ค้นหาผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ได้จากการ search คำว่า web hosting หรือคำใกล้เคียงกันใน search sngine